2006/Jan/06

งงล่ะสิกับชื่อเรื่องอันนี้ ความจริงก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษหรอก แค่เป็นตัวเลขของการอัพบล็อคครั้งล่าสุดเท่านั้น 555 ยังอุตส่าห์เอาความขี้เกียจขึ้นมาประจานอีกแหะเรา แต่เอาเหอะไหน ๆ มันก็มาอัพบล็อคของตัวเองแล้ว ตอนแรกก็เสียว ๆ เหมือนกันว่าบล็อคยังอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า แต่แอบโล่ง เหอะ เหอะ บล็อคชั้นยังอยู่ด้วยแฮะ

ที่ผ่าน ๆ มาก็คิดอยู่หลายครั้งเหมือนกันว่าอยากจะอัพบล็อคของตัวเอง แต่เนื่องจากไม่มีเวลา เรียนแอนด์ทำงานเหนื่อยมาก ไม่รู้จะเล่าเรื่องอะไร สารพัดเหตุผลที่ดูเหมือนจะดี แต่ความจริงเรียกรวมคำเดียวสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า "ขี้เกียจ" นั่นอ่ะแหล่ะ แต่หลังจากที่วันนี้ได้มีโอกาสไปเฮฮา (เน้นฮามากกว่า) กับเพื่อน ๆ แล้วโดนยัยหนูเอื้อยส่งสายตาวิบ ๆ พร้อมอ้อนให้อัพบล็อคสักที ความละอายในใจเลยเริ่มทำงาน คิดอยู่เหมือนกันว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี เพราะเรื่องส่วนใหญ่วันนี้ก็เมาส์แตกกันไปหมดแล้ว เรื่องฮา ๆ ก็ไม่ค่อยมี ถึงมีมันก็ไม่สะใจเท่ากับเล่าต่อหน้าได้ คิดไปคิดมาเอาเป็นว่าวันนี้พล่ามไปเรื่อย ๆ แล้วกัน เอาเรื่องไร้สาระไปก่อน (เรื่องต่อ ๆ ไปก็ยังคงความไร้สาระเหมือนเดิม) คราวนี้คงต้องกราบขออนุญาตินำชื่อเพื่อน ๆ มาเป็นหัวข้อในการสนทนาไปก่อนแล้วกันนะ

"เวลา" เนี่ยมันหมุนไปเร็วมากเลยเนอะ แต่ก่อนไม่เคยคิดไม่เคยสนใจอะไรเลยกับไอ้คำ ๆ นี้ แต่พอตอนนี้พอเริ่มแก่ตัว (ฮ่า ๆ คำแสลงใจมาก) เห็นเด็ก ๆ สมัยนี้มันชวนให้ย้อนกลับไปคิดถึงอะไรเก่า ๆ ได้มากทีเดียว อย่างเช่นวันก่อนนัดพ้งไว้ที่แม็คซีพี กะว่าจะไปตะลุยเก้าวัดฉลองวันปีใหม่ ไอ้เราเข้าไปถึงก็นั่งสั่งอะไรมากินรอไอ้คุณชายพ้งไปพลาง ๆ เห็นเด็กม.ต้นโต๊ะข้าง ๆ เมาส์กันกระจาย เออ...มานั่งคิดดูสมัยเรา พวกเราก็เคยมานั่งกินนั่งเมาส์กันอยู่ที่แม็คนี้นี่หว่า พอคิดถึงตรงนี้แล้วแทบสะดุ้งโหยง "สมัยเรา" เหอะ เหอะ มันกี่ปีกันแล้วเนี่ย เจ็ดปีได้แล้วมั้ง ย้อนหลังกลับไปเจ็ดปี เจ็ดปีที่แล้วที่ยังยิ้มยังหัวเราะกับเพื่อน เจ็ดปีที่แล้วที่ไม่เคยต้องมานั่งเครียดอะไรมากมายกับชีวิตในวันข้างหน้า เจ็ดปีที่แล้วที่ยังไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากมายนอกจากการเรียน เจ็ดปีที่แล้วที่เรื่องที่เครียดที่สุดรองจากการสอบเข้ามหาลัย (หรือเปล่าฟะ) คือการที่เพื่อนกับแฟนมันทะเลาะกัน นับจากเจ็ดปีในวันนั้นมาจนถึงวันนี้ หลาย ๆ อย่างผ่านเข้ามาในชีวิตมากมาย เพื่อนหลายคนในสมัยนั้นแยกย้ายหายไปไม่ติดต่อมา หลายคนที่ยังคงติดต่อกันอยู่ แต่ละคนเดินไปตามทางที่ตัวเองเลือก ดีบ้าง ล้มบ้าง ร้องไห้บ้าง หัวเราะบ้าง หลายคนได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยนึกฝัน อย่างเช่นเราเป็นต้น ไม่เคยนึกไม่เคยฝันและไม่เคยหวังว่าจะได้ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น (เหตุผลใหญ่คือชั้นไม่ชอบสถานที่ที่อากาศหนาว) กลับได้ไปเรียน ไม่เคยคิดว่าชาตินี้จะมีแฟนกับเค้าเป็นตัวเป็นตน (ก็ออกจะห่ามซะขนาดนี้) ยังอุตส่าห์มีคนหลงหน้ามืดเข้ามา จากคนที่นั่งปลอบคนอื่นเป็นศิลาณีเวลาที่ชาวบ้านเค้าทะเลาะกับแฟน กับต้องมานั่งแหกปากน้ำตาไหลพรากเพราะอกหัก คิดแล้วก็อดประหลาดใจตัวเองไม่ได้ เรื่องบางเรื่องพอย้อนกลับมาคิดดู เออ...แปลกดีเนอะ ตอนนั้นชั้นช่างทำไปได้

เวลาให้อะไรกับคนเรามากหลายอย่างจริง ๆ ถึงเรื่องนั้นจะดีหรือไม่ดี แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามานอกจากจะเป็นประสบการณ์ให้กับคน ๆ นั้น ยังเปรียบเหมือนไดอารี่เล่มใหญ่ที่ไม่เคยมีวันเต็ม ไดอารี่ที่ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของเจ้าตัวแต่ยังมีเรื่องราวของคนรอบข้าง เรื่องราวที่ถูกขีดเขียนบันทึกด้วยความทรงจำ......

ชั้นไม่ได้เจอกับพวกเพื่อน ๆ มานานแค่ไหนแล้วนะ ถึงจะบอกว่าญี่ปุ่นและไทยไม่ได้ไกลกันขนาดที่จะติดต่อไม่ได้ แต่ความที่เวลาไม่ตรงกันเพราะต่างคนต่างต้องทำงาน ทำให้เราละเลยที่จะใส่ใจกันเกินไปหรือเปล่า กลับมาคราวนี้ (ทำเหมือนนานมาก ความจริงแค่ครึ่งปีเอง 5555) เหมือนอะไรหลาย ๆ อย่างมันจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ไม่รู้ทุกคนสังเกตุเห็นกันหรือเปล่า อย่างแรกก็คือทุกคนดูแก่ขึ้น (อันนี้เป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้) ทุกคนดูมีความรับผิดชอบในงานของตนมากขึ้น แม้กระทั่งหวานที่ไม่เคยคิดเลยว่าจะทำอะไรเป็นนอกจากทำขนม ก็ยังสามารถเข้าไปทำงานกับป้าตัวเองได้ ทั้งเง็ก ทั้งนัท ฝน เอื้อย หรือแม้กระทั่งพ้ง ก็ดูเหมือนว่าจะโตขึ้นในด้านความคิด (หรือชั้นคิดไปเองฟะ) ส่วนเรื่องอื่นทั้งเรื่องความฮา ความบ้า ความอุบาทว์ และความปากจัดทุกคนยังคงรักษาระดับตัวเองไว้ได้อย่างดี และดูเหมือนกับ level มันจะ up ขึ้นด้วยซ้ำ ทุกคนที่ชั้นเจอมีพัฒนาการโดยรวมที่ดีขึ้น ถึงแม้บางคนจะเป็นพัฒนาการที่ชวนให้ตกใจเกินไปสักหน่อย แต่คงจะมีแค่คนเดียวละมั้งที่ยังรักษาระดับความทุเรศและน่าเกลียดได้เป็นอย่างดี

กลับมาคราวนี้ได้มีโอกาสฟังเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับเพื่อนผู้ชายคนนึง การกระทำของมันไม่อยากจะเรียกว่าเป็นความคิดของคนที่เรียกตัวเองว่า "พ่อ" สักเท่าไหร่ หรือจะให้ถูก การกระทำของมันไม่สมควรจะเรียกว่าเป็นการกระทำของคนที่เป็น "สุภาพบุรุษ" เลย ไม่ตกใจนะแต่รู้สึกเสียใจและเสียความรู้สึกมากกว่า เวลาที่ผ่านมาน่าจะสอนอะไร ๆ ให้คนเราเติบโตขึ้นไม่ใช่เหรอ แต่ในกรณีนี้กลับกลายเป็นว่า "เวลา" สอนให้มันเรียนรู้ที่จะทำความเลวได้อย่างแนบเนียนและเลือดเย็นขึ้นต่างหาก ตอนนี้ได้แต่ถามตัวเองว่า เมื่อไหร่ "เวลา" ที่มันจะรู้สำนึกจะมาสักที และเมื่อไหร่ "เวลา" ที่ลูกมันจะพ้นจากบ่วงกรรมจะมาสักที นี่ล่ะน้าคนเรา คิดแต่ "ตัวเอง" คิดแต่ "สนุก" ไม่คิดถึงผลที่ตามมา

เหอะ เหอะ ผลสุดท้ายมาจบตอนที่ด่าไอ้บ้านี่แหล่ะ เล่นง่ายดีคิดว่าพวกเพื่อน ๆ ที่เข้ามาอ่านน่าจะรู้ได้ไม่ยากว่าหมายถึงใคร จริง ๆ นะ เคยคิดว่าถ้าไอ้บ้าเนี่ยโดนพวกเกย์หรือกระเทยทำบ้างมันจะสาสมมั้ย แต่ไม่เอาดีกว่า ถ้าให้ดีจริงนี่ต้องให้มันมีความต้องการแต่ล้มเหลวทุกครั้งที่พยายาม อย่างนี้แหล่ะสะใจดี เห็นอาหารหวานอยู่ตรงหน้าแต่ได้แค่สัมผัสไม่ได้กิน หรือถ้าให้ดีให้มันโดนดีดหนังสติ๊กจนชาด้านหมดความรู้สึกไปเลยก็ดีแหะ เหลือไว้ให้แสลงใจเล่นแต่ใช้การไม่ได้

เนี่ยล่ะน้า พวกที่ดีแต่มี "ไอ้นั่น" แต่ไม่มี "สมอง" หรือไม่ "สมอง" ก็อยู่ตรง "หว่างขา" ถึงได้คิดอะไรมีแต่เรื่อง "สกปรก อุบาทว์" ทุกที

ไว้คราวหน้ากลับญี่ปุ่นจะมาเล่าเรื่องที่นั่นคลายเครียดละกันนะ

2005/Apr/12

หายไปนานมาก ตอนแรกที่เข้ามาดูก็เกรง ๆ เหมือนกันว่าบล็อคของตัวเองจะยังอยู่หรือเปล่า ช่วงอาทิตย์ที่ห่างหายไปเหมือนกับเวลาผ่านไปเร็วมาก โรงเรียนปิดเทอมสั้น ๆ แค่สองอาทิตย์แต่กลับไม่รู้สึกเลยว่าได้พักเพราะต้องออกไปทำงานตลอด กิจวัตรประจำวันมีแค่ตื่นมากินข้าว นั่งทำใจ ไปทำงาน กลับมาอาบน้ำ และตบท้ายด้วยมุดตัวเข้าไปนอนตายในฟูตงต่อ ยิ่งตอนนี้เปิดเทอมแล้วยิ่งเหนื่อยเป็นสองเท่า ตื่นมาเรียน กลับมาพัก เย็นไปทำงาน กลับมาอาบน้ำนอน ที่เคยเหนื่อยสุด ๆ ก็มีอยู่วันหนึ่งที่ลูกค้าเข้าเยอะมาก ต้องคอยดูลูกค้าตั้งแต่ห้าโมง กว่าจะได้กินข้าวเย็นก็ปาไปสี่ทุ่มครึ่ง กว่าจะได้เลิกงานกลับบ้านก็ปาไปเที่ยงคืนกว่า เดินลากขากลับมาด้วยความเพลียสุด ๆ วันนั้นรู้ซึ้งถึงคำว่า "นรก" เลย เหอะ เหอะ ดังนั้นเพื่อน ๆ ทั้งหลายเอ๋ย อย่าโกรธข้าพเจ้าไปเลยเน้อที่ช่วงนี้หายหน้าไป อาทิตย์นึงทำงานหกวันหยุดวันอังคาร แต่วันอังคารยังต้องออกไปเรียนเท่ากับว่าอาทิตย์นึงออกจากบ้านทุกวัน วันอาทิตย์ทำงานสองกะ เหอะ เหอะ ไม่รวยให้มันรู้ไป (แต่อาจเดี้ยงก่อนรวย) .....ลิ่งเอ๋ย รู้แล้วสินะว่าการมาเรียนต่างประเทศไม่ใช่มีแต่เรื่องสนุกอย่างเดียว

แต่อย่างว่าทุกสิ่งย่อมมีสองด้านเสมอ นอกเหนือจากเงินค่าแรงที่ได้จากการทำงาน ก็คงเป็นประสบการณ์ใหม่ ๆ มั้ง ได้เจอเพื่อนใหม่ ๆ ได้รับรู้ถึงนิสัยคน (โดยเฉพาะคนไทยบางคนที่ไปเป็นเจ้าของร้านที่นั่นแต่กลับกดคนไทยด้วยกันเอง) ได้เจอลูกค้าหลากหลายแบบ บางคนก็มาเป็นหยิ่ง บางคนก็น่ารัก บางคนก็น่าตบ ไอ้เจ้ากรณีน่าตบเนี่ยมันเป็นผู้ชายสองคน มาสั่งอาหารด้วยภาษาไทย ไอ้เราก็ถามดี ๆ ว่าเคยเรียนภาษาไทยมาก่อนหรือคะทำไมพูดเก่งจัง เท่านั้นแหล่ะมันสองคนก็หันไปหัวเราะกันแล้วบอกว่าเคยเรียน เรียนที่มหาลัย "พัฒน์พงษ์ ธนิยะ" แค่นั้นแหล่ะรู้ความหมายเลย แล้วหน้านะอย่างหื่นมาก ทนไม่ไหวเลยต้องให้รุ่นน้องที่เป็นผู้ชายไปคอยรับแทน ที่บอกว่าทนไม่ไหวไม่ใช่เพราะอายนะแต่กลัวใจตัวเองไม่ให้เอาถาดตีหัวลูกค้าตายไม่ได้ ส่วนที่น่ารักก็มี อย่างเช่นมีอยู่วันนึงมีลูกค้าที่เป็นคนต่างชาติมา พี่ที่เป็นเจ้าของร้านบอกว่าคนนี้เนี่ยจะมาญี่ปุ่นปีละครั้งแล้วแต่ละครั้งที่มาจะมากินอาหารไทยที่นี่ พี่เค้าก็ให้พวกเราดูแลลูกค้าคนนี้ดี ๆ หน่อย คุยกับเค้าบ้าง เราก็อ่ะ พี่จะให้หนูคุยยังไงอ่ะ ญี่ปุ่นเค้าก็ไม่ได้ อังกฤษหนูก็แปะทิ้งไว้ที่สนามบินตั้งแต่วันที่เดินทางมาแล้ว แต่เอาฟะ หญิงไทยใจกล้าเข้าไปถามด้วยใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ปรากฏว่าพี่เจ้าของร้านคงทนความทุเรศไม่ไหวมั้งเลยเข้าไปถามเค้าแทน หลังจากเอาอาหารไปเสริฟจนเกือบหมดแล้ว อยู่ดี ๆ ฝรั่งคนนี้ก็หันมากวักมือเรียกและทำท่าจะสั่งต่อ เราก็เดินเข้าไปจับใจความได้ว่าเค้าจะเอาเบียร์สิงห์กับ mango whisky (คือน้ำมะม่วงผสมแม่โขงน่ะ) เราก็เอ๊ะแปลกใจ นี่เค้าเล่นจะกินทั้งสองอย่างเลยหรือ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมากเดินไปหยิบเครื่องดื่ม ผสมเหล้าอะไรให้เสร็จสรรพพอเอามาเสริฟฝรั่งก็ทำหน้างง ๆ แล้วบอกว่าสั่ง mango sticky (ข้าวเหนียวมะม่วง ไม่รู้ว่าสะกดถูกหรือเปล่านะ) ไม่ใช่ mango whisky หน้าแตกเลยอย่างแรงเลยอ่ะ เค้าก็มองหน้าเราแล้วปล่อยเสียงหัวเราะออกมาดังมาก แถมพวกเพื่อน ๆ พี่ ๆ ทั้งหลายที่ยืนอยู่ตรงนั้นยังพากันขำอีก เราเนี่ยยืนเอ๋อไปนานมาก แล้วชั้นจะรู้ไหม หน้าก็ออกจะต่างด้าวขนาดนี้ จะรู้ไหมล่ะว่าสั่งข้าวเหนียวมะม่วง ทำไมเวลาพูดไม่ออกเสียงให้ชัดกว่านี้ฟะ!!!! ยิ่งตอนที่ต้องเอาข้าวเหนียวมะม่วงไปเสริฟให้อีตานี่นะยิ่งอายเข้าไปใหญ่ เพราะเล่นมองหน้าเรายิ้ม ๆ แล้วพูดประมาณว่า "ขอบคุณสำหรับข้าวเหนียวมะม่วง" เอ๋อเลย ไม่เคยโดนฝรั่งแกล้งมาก่อน เราเลยเดินเลี่ยงไปยืนตรงเคาร์เตอร์แล้วแกล้งบอกเจ้ารุ่นน้องว่า "พี่หิวน้ำขอโค้กกินหน่อยสิ" เจ้ารุ่นน้องตัวดีดันย้อนกลับมาอีกว่า "เอา mango whisky ไหมพี่ เดี๋ยวผมหยิบให้" เล่นเอาฮากันหมดทั้งคนเสริฟทั้งในครัว แถมเจ้าฝรั่งนั่นยังหันมามองหน้าเราแล้วหัวเราะซะน้ำตาไหล ทำเอาความมั่นใจที่เคยมีอย่างเต็มเปี่ยมหายแว็บไปในอากาศเลย

"ฝรั่งบ้า"

ขอต่อตอนท้ายอีกนิด ปีนี้หนาวนานซากุระเลยบานช้า เพิ่งบานเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว อาทิตย์นี้ฝนตกส่วนใหญ่เลยเริ่มโรยกันแล้ว เสียดายจัง แต่ครั้งแรกที่ได้เห็นรู้สึกประทับใจมาก สวยจริง ๆ ดอกสีขาวอมชมพูอ่อน ๆ เหมือนแก้มของเด็ก ๆ เหมือนเป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์เลย ยิ่งตอนที่ไปยืนใต้ต้นซากุระและกลีบดอกไม้ร่วงหล่นลงมา ทำให้นึกถึงภาพของเซย์จัง (การ์ตูนของแคลมป์ ที่ตอนหลังตายน่ะ) โอ๊ย แทบอยากจะกริ๊ดออกมาดัง ๆ มีอีกต้นนึงแปลกดีเหมือนกัน ดอกเหมือนกับดอกกุหลาบสีชมพู แต่ใหญ่กว่าบานเต็มต้น อยากรู้เหมือนกันว่าเรียกดอกอะไร แต่พอดีภาษาญี่ปุ่นยังกระดึ๊บ ๆ อยู่ เลยทำได้แค่ดูแล้วถ่ายรูปมาเท่านั้น

ตอนแรกว่าจะคุยแป๊ปเดียวแล้วเผ่นไปอ่านหนังสือต่อกลับกลายเป็นว่าเมาส์ยาวอีกแล้ว ก็ทน ๆ อ่านกันหน่อยละกันนะ ห่างหายไปนานมีเรื่องมาให้อ่านแค่นี้ก็ดีแล้วล่ะ ไว้คราวหน้าจะเข้ามาอีก (ถ้ามีเวลา) ไปแล้ว คิดถึงเพื่อน ๆ ทุกคนเน้อ

ปล...สงกรานต์บ้านเราคิดถึงจัง ที่นี่อยากบอกว่า "หนาวบรรลัย"

2005/Feb/13

วันนี้แล้วสินะที่ร่างของมุกจะถูกนำไปเผาเหลือเพียงเรื่องราวและความทรงจำดี ๆ ให้คนที่อยู่ด้านหลังได้จดจำเท่านั้น สำหรับเราตอนนี้...เวลานี้...ที่กำลังนั่งพิมพ์อยู่ ความรู้สึกหลายอย่างมันถาโถมเข้ามา ภาพความทรงจำหลาย ๆ อย่างระหว่างมุกกับเพื่อน ๆ เสียงหัวเราะ ท่าทางกระเง้ากระหงอด และเสียงขำ ๆ เวลาที่โดนเราแกล้งจี๋เอว รวมไปถึงภาพตอนที่มุกอยู่โรงพยาบาล มันยังคงลอยกลับไปกลับมาในหัวเรา ตอนนี้...เวลานี้...ร่างของเพื่อนคงถูกเผาไปเรียบร้อยแล้ว แต่เราอยู่ตรงนี้ ได้เพียงแต่อธิษฐานขอให้มุกไปดี โดยไม่มีโอกาสแม้แต่ได้เห็นภาพสุดท้ายของมุก ภาพสุดท้ายที่เพื่อนนอนหลับสงบ ไม่มีใครรู้ว่าโลกหลังความตายเป็นยังไง แต่เราก้อได้แต่หวังว่าทางที่มุกกำลังจะเดินไปมันจะเป็นทางที่สวยงามและสุขสงบ ขอให้มุกไปดีนะ และขอให้มุกรับรู้ไว้ว่า เรา...เพื่อนคนนี้....คนที่ใคร ๆ ก้อคิดว่าไม่น่าจะร้องไห้ได้ง่าย ๆ วันนี้...คน ๆ นี้ มีน้ำตาให้มุกนะ.....เพื่อนที่แสนดีของพวกเรา

จากไปเพียงกายแต่ความรักและมิตรภาพของพวกเรายังคงอยู่ เราให้สัญญา อีกไม่นานพวกเราจะได้เจอกัน ณ ที่ตรงไหนสักแห่ง และกว่าจะถึงวันนั้น....รอเรานะ เราไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนกว่าจะถึงวันนั้น แต่สักวันเมื่อมันมาถึง ถ้ามุกยังคงรออยู่...เราจะเป็นฝ่ายไปตามหามุกเอง

หลับให้สบายนะเพื่อน......

ลาก่อน.....

Good bye my friend