งงล่ะสิกับชื่อเรื่องอันนี้ ความจริงก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษหรอก แค่เป็นตัวเลขของการอัพบล็อคครั้งล่าสุดเท่านั้น 555 ยังอุตส่าห์เอาความขี้เกียจขึ้นมาประจานอีกแหะเรา แต่เอาเหอะไหน ๆ มันก็มาอัพบล็อคของตัวเองแล้ว ตอนแรกก็เสียว ๆ เหมือนกันว่าบล็อคยังอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า แต่แอบโล่ง เหอะ เหอะ บล็อคชั้นยังอยู่ด้วยแฮะ
ที่ผ่าน ๆ มาก็คิดอยู่หลายครั้งเหมือนกันว่าอยากจะอัพบล็อคของตัวเอง แต่เนื่องจากไม่มีเวลา เรียนแอนด์ทำงานเหนื่อยมาก ไม่รู้จะเล่าเรื่องอะไร สารพัดเหตุผลที่ดูเหมือนจะดี แต่ความจริงเรียกรวมคำเดียวสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า "ขี้เกียจ" นั่นอ่ะแหล่ะ แต่หลังจากที่วันนี้ได้มีโอกาสไปเฮฮา (เน้นฮามากกว่า) กับเพื่อน ๆ แล้วโดนยัยหนูเอื้อยส่งสายตาวิบ ๆ พร้อมอ้อนให้อัพบล็อคสักที ความละอายในใจเลยเริ่มทำงาน คิดอยู่เหมือนกันว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี เพราะเรื่องส่วนใหญ่วันนี้ก็เมาส์แตกกันไปหมดแล้ว เรื่องฮา ๆ ก็ไม่ค่อยมี ถึงมีมันก็ไม่สะใจเท่ากับเล่าต่อหน้าได้ คิดไปคิดมาเอาเป็นว่าวันนี้พล่ามไปเรื่อย ๆ แล้วกัน เอาเรื่องไร้สาระไปก่อน (เรื่องต่อ ๆ ไปก็ยังคงความไร้สาระเหมือนเดิม) คราวนี้คงต้องกราบขออนุญาตินำชื่อเพื่อน ๆ มาเป็นหัวข้อในการสนทนาไปก่อนแล้วกันนะ
"เวลา" เนี่ยมันหมุนไปเร็วมากเลยเนอะ แต่ก่อนไม่เคยคิดไม่เคยสนใจอะไรเลยกับไอ้คำ ๆ นี้ แต่พอตอนนี้พอเริ่มแก่ตัว (ฮ่า ๆ คำแสลงใจมาก) เห็นเด็ก ๆ สมัยนี้มันชวนให้ย้อนกลับไปคิดถึงอะไรเก่า ๆ ได้มากทีเดียว อย่างเช่นวันก่อนนัดพ้งไว้ที่แม็คซีพี กะว่าจะไปตะลุยเก้าวัดฉลองวันปีใหม่ ไอ้เราเข้าไปถึงก็นั่งสั่งอะไรมากินรอไอ้คุณชายพ้งไปพลาง ๆ เห็นเด็กม.ต้นโต๊ะข้าง ๆ เมาส์กันกระจาย เออ...มานั่งคิดดูสมัยเรา พวกเราก็เคยมานั่งกินนั่งเมาส์กันอยู่ที่แม็คนี้นี่หว่า พอคิดถึงตรงนี้แล้วแทบสะดุ้งโหยง "สมัยเรา" เหอะ เหอะ มันกี่ปีกันแล้วเนี่ย เจ็ดปีได้แล้วมั้ง ย้อนหลังกลับไปเจ็ดปี เจ็ดปีที่แล้วที่ยังยิ้มยังหัวเราะกับเพื่อน เจ็ดปีที่แล้วที่ไม่เคยต้องมานั่งเครียดอะไรมากมายกับชีวิตในวันข้างหน้า เจ็ดปีที่แล้วที่ยังไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากมายนอกจากการเรียน เจ็ดปีที่แล้วที่เรื่องที่เครียดที่สุดรองจากการสอบเข้ามหาลัย (หรือเปล่าฟะ) คือการที่เพื่อนกับแฟนมันทะเลาะกัน นับจากเจ็ดปีในวันนั้นมาจนถึงวันนี้ หลาย ๆ อย่างผ่านเข้ามาในชีวิตมากมาย เพื่อนหลายคนในสมัยนั้นแยกย้ายหายไปไม่ติดต่อมา หลายคนที่ยังคงติดต่อกันอยู่ แต่ละคนเดินไปตามทางที่ตัวเองเลือก ดีบ้าง ล้มบ้าง ร้องไห้บ้าง หัวเราะบ้าง หลายคนได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยนึกฝัน อย่างเช่นเราเป็นต้น ไม่เคยนึกไม่เคยฝันและไม่เคยหวังว่าจะได้ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น (เหตุผลใหญ่คือชั้นไม่ชอบสถานที่ที่อากาศหนาว) กลับได้ไปเรียน ไม่เคยคิดว่าชาตินี้จะมีแฟนกับเค้าเป็นตัวเป็นตน (ก็ออกจะห่ามซะขนาดนี้) ยังอุตส่าห์มีคนหลงหน้ามืดเข้ามา จากคนที่นั่งปลอบคนอื่นเป็นศิลาณีเวลาที่ชาวบ้านเค้าทะเลาะกับแฟน กับต้องมานั่งแหกปากน้ำตาไหลพรากเพราะอกหัก คิดแล้วก็อดประหลาดใจตัวเองไม่ได้ เรื่องบางเรื่องพอย้อนกลับมาคิดดู เออ...แปลกดีเนอะ ตอนนั้นชั้นช่างทำไปได้
เวลาให้อะไรกับคนเรามากหลายอย่างจริง ๆ ถึงเรื่องนั้นจะดีหรือไม่ดี แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามานอกจากจะเป็นประสบการณ์ให้กับคน ๆ นั้น ยังเปรียบเหมือนไดอารี่เล่มใหญ่ที่ไม่เคยมีวันเต็ม ไดอารี่ที่ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของเจ้าตัวแต่ยังมีเรื่องราวของคนรอบข้าง เรื่องราวที่ถูกขีดเขียนบันทึกด้วยความทรงจำ......
ชั้นไม่ได้เจอกับพวกเพื่อน ๆ มานานแค่ไหนแล้วนะ ถึงจะบอกว่าญี่ปุ่นและไทยไม่ได้ไกลกันขนาดที่จะติดต่อไม่ได้ แต่ความที่เวลาไม่ตรงกันเพราะต่างคนต่างต้องทำงาน ทำให้เราละเลยที่จะใส่ใจกันเกินไปหรือเปล่า กลับมาคราวนี้ (ทำเหมือนนานมาก ความจริงแค่ครึ่งปีเอง 5555) เหมือนอะไรหลาย ๆ อย่างมันจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ไม่รู้ทุกคนสังเกตุเห็นกันหรือเปล่า อย่างแรกก็คือทุกคนดูแก่ขึ้น (อันนี้เป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้) ทุกคนดูมีความรับผิดชอบในงานของตนมากขึ้น แม้กระทั่งหวานที่ไม่เคยคิดเลยว่าจะทำอะไรเป็นนอกจากทำขนม ก็ยังสามารถเข้าไปทำงานกับป้าตัวเองได้ ทั้งเง็ก ทั้งนัท ฝน เอื้อย หรือแม้กระทั่งพ้ง ก็ดูเหมือนว่าจะโตขึ้นในด้านความคิด (หรือชั้นคิดไปเองฟะ) ส่วนเรื่องอื่นทั้งเรื่องความฮา ความบ้า ความอุบาทว์ และความปากจัดทุกคนยังคงรักษาระดับตัวเองไว้ได้อย่างดี และดูเหมือนกับ level มันจะ up ขึ้นด้วยซ้ำ ทุกคนที่ชั้นเจอมีพัฒนาการโดยรวมที่ดีขึ้น ถึงแม้บางคนจะเป็นพัฒนาการที่ชวนให้ตกใจเกินไปสักหน่อย แต่คงจะมีแค่คนเดียวละมั้งที่ยังรักษาระดับความทุเรศและน่าเกลียดได้เป็นอย่างดี
กลับมาคราวนี้ได้มีโอกาสฟังเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับเพื่อนผู้ชายคนนึง การกระทำของมันไม่อยากจะเรียกว่าเป็นความคิดของคนที่เรียกตัวเองว่า "พ่อ" สักเท่าไหร่ หรือจะให้ถูก การกระทำของมันไม่สมควรจะเรียกว่าเป็นการกระทำของคนที่เป็น "สุภาพบุรุษ" เลย ไม่ตกใจนะแต่รู้สึกเสียใจและเสียความรู้สึกมากกว่า เวลาที่ผ่านมาน่าจะสอนอะไร ๆ ให้คนเราเติบโตขึ้นไม่ใช่เหรอ แต่ในกรณีนี้กลับกลายเป็นว่า "เวลา" สอนให้มันเรียนรู้ที่จะทำความเลวได้อย่างแนบเนียนและเลือดเย็นขึ้นต่างหาก ตอนนี้ได้แต่ถามตัวเองว่า เมื่อไหร่ "เวลา" ที่มันจะรู้สำนึกจะมาสักที และเมื่อไหร่ "เวลา" ที่ลูกมันจะพ้นจากบ่วงกรรมจะมาสักที นี่ล่ะน้าคนเรา คิดแต่ "ตัวเอง" คิดแต่ "สนุก" ไม่คิดถึงผลที่ตามมา
เหอะ เหอะ ผลสุดท้ายมาจบตอนที่ด่าไอ้บ้านี่แหล่ะ เล่นง่ายดีคิดว่าพวกเพื่อน ๆ ที่เข้ามาอ่านน่าจะรู้ได้ไม่ยากว่าหมายถึงใคร จริง ๆ นะ เคยคิดว่าถ้าไอ้บ้าเนี่ยโดนพวกเกย์หรือกระเทยทำบ้างมันจะสาสมมั้ย แต่ไม่เอาดีกว่า ถ้าให้ดีจริงนี่ต้องให้มันมีความต้องการแต่ล้มเหลวทุกครั้งที่พยายาม อย่างนี้แหล่ะสะใจดี เห็นอาหารหวานอยู่ตรงหน้าแต่ได้แค่สัมผัสไม่ได้กิน หรือถ้าให้ดีให้มันโดนดีดหนังสติ๊กจนชาด้านหมดความรู้สึกไปเลยก็ดีแหะ เหลือไว้ให้แสลงใจเล่นแต่ใช้การไม่ได้
เนี่ยล่ะน้า พวกที่ดีแต่มี "ไอ้นั่น" แต่ไม่มี "สมอง" หรือไม่ "สมอง" ก็อยู่ตรง "หว่างขา" ถึงได้คิดอะไรมีแต่เรื่อง "สกปรก อุบาทว์" ทุกที
ไว้คราวหน้ากลับญี่ปุ่นจะมาเล่าเรื่องที่นั่นคลายเครียดละกันนะ